วัยเด็ก เป็นวัยที่กำลังเรียนรู้เครื่องมือที่ใช้สื่อสารความต้องการ ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น ทั้งในด้านการใช้ภาษา อย่างการเปล่งเสียง การพูดเป็นคำ การพูดเป็นประโยค การฟัง การสรุปจับใจความ การตีความหมาย และในด้านการใช้สัญลักษณ์เพื่อสื่อสาร อย่างการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง การใช้ภาพหรือเครื่องหมาย โดยเด็กจะพัฒนาความสามารถในการเข้าใจและใช้เครื่องมือการสื่อสารที่ตรงกับความต้องการ สอดคล้องกับสถานการณ์รอบตัว และซับซ้อนได้มากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น
ภาพถ่ายโดย Alexandar Dummer จาก Pexels: https://www.pexels.com/photo/photo-of-toddler-smiling-1912868/
พฤติกรรมการแสดงออกของเด็กแต่ละวัยเป็นอย่างไร?
ในเด็กทารกอายุ 0-1 ปี แสดงออกผ่านพฤติกรรมอย่างเช่นการร้องไห้ เมื่อหิว เจ็บ หรือเลอะ ลักษณะเสียงร้องไห้แตกต่างกันไปตามแต่ละสถานการณ์ ผู้ใหญ่จึงอาจต้องอาศัยประสบการณ์ผ่านการสังเกตลักษณะการแสดงออกของเด็ก เพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่เด็กต้องการสื่อสาร ในขณะเดียวกัน หากผู้ใหญ่พูดอธิบายเด็กทารกด้วยเหตุผลยาว ๆ เช่น “ลูกหยุดร้องไห้สิ เสียงดังนะ หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ แม่ปวดหูมาก ร้องเสียงดังแบบนี้เดี๋ยวจะเจ็บคอเอาหรอก” เด็กทารกคงไม่หยุดร้องไห้ เพราะสิ่งที่เขาต้องการยังไม่ได้รับการตอบสนอง และกระบวนการทางความคิดของทารกนั้นยังไม่เข้าใจทั้งภาษากายและภาษาพูดของบุคคลตรงหน้าเท่าไรนัก แต่หากผู้ใหญ่เข้าไปอุ้มปลอบเด็กทารก ให้นม หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม จะพบว่าเด็กสามารถค่อย ๆ ผ่อนคลายและหยุดร้องไห้ได้ในที่สุด
เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยก่อนเข้าโรงเรียน เด็กเริ่มพูดได้เป็นคำ วลี และประโยคมากขึ้น สามารถบอกความต้องการของตนเองทั่วไปได้ เช่น “หม่ำ ๆ” “แม่มา” “เอาหนม (ขนม)” “หนูปวดฉี่” “ผมหิวข้าว” ทำให้เด็กพัฒนาการเข้าใจตนเอง เริ่มเรียนรู้มากขึ้นถึงรูปแบบที่ใช้แสดงออก ผลลัพธ์ของการแสดงออกนั้น และจดจำไว้ใช้ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันต่อไปในอนาคต เช่น เด็ก 1 ขวบ พูดว่า “หม่ำ ๆ” แล้วได้กินข้าว รู้สึกอิ่ม มีความสุข ดังนั้น ในครั้งต่อไป เมื่อเด็กรู้สึกหิว ก็จะพูดว่า “หม่ำ ๆ” อีก เป็นต้น และเมื่อยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้น เด็กจะเรียนรู้และสะสมคลังคำศัพท์มากขึ้น จนสามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้เป็นรูปประโยคมากขึ้น ในช่วงวัยอนุบาล เด็กจะเริ่มพัฒนาความเข้าใจเรื่องของเหตุและผลมากขึ้นกว่าวัยก่อนหน้า แม้จะยังไม่ซับซ้อนเท่ากับเด็กประถม แต่นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาทักษะทางความคิด การแก้ปัญหา การเข้าใจตนเอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เช่น “หนูอยากเล่นของเล่นกับเพื่อนแต่เพื่อนไม่เล่นด้วย หนูก็เลยร้องไห้” เป็นต้น
ภาพถ่ายโดย Jep Gambadella จาก Pexels: https://www.pexels.com/photo/a-child-crying-while-playing-with-his-brother-6222764/
พฤติกรรมเด็กก้าวร้าวเกิดขึ้นได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม แม้เด็กจะยังมีคลังคำศัพท์ไม่มากเท่าผู้ใหญ่ แต่เด็กมีความรู้สึกและความต้องการภายในใจเช่นเดียวกันกับที่ผู้ใหญ่มี ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความพอใจ ความชอบ ความรัก ความสบายใจ ความหิว ความเหนื่อย ความเบื่อ ความกังวล ความกลัว ความโกรธ ความเศร้า ความเสียใจ ความผิดหวัง ความอาย ความไม่สบายใจ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเด็กมักแสดงออกอย่างไม่ซับซ้อน เช่น ร้องไห้เพราะเสียใจ ยิ้มเพราะดีใจ ยุกยิกขยับตัวบ่อยเพราะตื่นเต้น ตัวสั่นเพราะกลัว พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมักเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความคิด ความต้องการ ความรู้สึกข้างในจิตใจ เมื่อเด็กต้องการสื่อสารความต้องการหรืออารมณ์ของตนเองโดยที่มีคลังคำศัพท์ค่อนข้างจำกัด การเลือกใช้ท่าทางหรือสัญลักษณ์จึงมักเป็นวิธีที่เด็กแสดงออกมาให้เราพบเห็น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เป็นประสบการณ์ใหม่ของเด็ก หรือในสถานการณ์ที่เด็กรู้สึกคับข้องใจ ไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจตนเองได้ ตัวอย่างพฤติกรรมเช่น ใช้เสียงดังมากขึ้นกว่าปกติ ออกเสียงเดิมซ้ำ ๆ เขย่าตัว วิ่งวนไปมา อยู่ไม่นิ่ง ร้องไห้ไม่หยุด กรีดร้อง กระทืบเท้า ตี กัด หยิก ขว้างปาของ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตนเองหรือผู้อื่น ทั้งในด้านความปลอดภัยของร่างกาย จิตใจ และสัมพันธภาพกับผู้อื่นในสังคม ซึ่งพฤติกรรมที่สะท้อนเสียงในใจเหล่านี้ของเด็ก มักถูกเรียกว่า ความก้าวร้าว
7 เทคนิครับมือพฤติกรรมเด็กก้าวร้าวอย่างเข้าใจ
1.สังเกตสถานการณ์ ไม่ด่วนสรุป
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นคืออะไร เกิดเมื่อไร เกิดอย่างไร เกิดเพราะอะไร เช่น เด็กร้องไห้โวยวาย เนื่องจากไม่ได้เล่นของเล่นชิ้นที่เพื่อนหยิบไปก่อนหน้า, เด็กเอามือตีผู้ใหญ่ซ้ำ ๆ เพราะต้องการให้หยิบของให้ โดยที่เด็กไม่ยอมพูด
2.ไม่ให้เกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น
แยกไว้ที่มุมสงบที่มีหมอน เบาะนุ่ม หนังสือ หรือเป็นมุมว่าง เป็นสถานที่ส่วนตัวและชวนให้รู้สึกสงบ อบอุ่น ปลอดภัย ปราศจากวัตถุที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น การอยู่บนเครื่องเล่นสูง การอยู่ใกล้โต๊ะที่มีมุมแหลม การมีอุปกรณ์มีคมในมือ เป็นต้น และมีพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ที่เป็นคนเลี้ยงดูใกล้ชิดอยู่ร่วมด้วยเสมอ
3.รับฟังและเข้าใจความรู้สึกเด็ก
ชวนให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย โดยอาจใช้วิธีกอดปลอบ จับมือ สบตา ชวนร้องเพลง ชวนนับเลข ชวนหายใจเข้าออกช้า ๆ เมื่อสังเกตว่าเด็กเริ่มสงบลง จึงค่อย ๆ สะท้อนความรู้สึกของเด็กผ่านการใช้คำพูด น้ำเสียงและท่าทีที่อ่อนโยน โดยอาศัยการสังเกตว่าตอนนั้นเด็กมีอารมณ์อย่างไร เพราะอะไรเด็กจึงมีอารมณ์นั้น ความต้องการของเด็กเป็นอย่างไร ซึ่งหากผู้ใหญ่ไม่มั่นใจว่าเด็กกำลังรู้สึกอะไร สามารถใช้โอกาสนี้ในการถามเด็กได้เช่นกัน เช่น
“ตอนนี้แม่เห็นหนูร้องไห้ ดูเหมือนหนูกำลังเสียใจ เกิดอะไรขึ้นคะ”
“เมื่อกี้หนูโยนของเล่นทิ้งตอนที่ต้องเก็บแล้ว เป็นเพราะอะไร เล่าให้พ่อฟังได้ไหมครับ”
4.เจาะจงที่พฤติกรรม สั้น กระชับ ตรงประเด็น
ในการพูดคุยกับเด็ก ควรพูดระบุถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตอนนั้น และเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ เช่น “หนูหยิกพ่อตอนที่ถึงเวลาต้องเก็บของเล่น” “หนูใช้เท้าเตะของเล่นใส่เพื่อน” เมื่อเกิดพฤติกรรมควรจัดการทันที ไม่ยกพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมานานแล้วมากล่าวซ้ำ หรือไม่ควรทิ้งเวลานานแล้วจึงมาจัดการ เช่น เด็กเกิดพฤติกรรมไปแล้วเมื่อช่วงเช้า และตอนกลางวันเด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์แล้ว แต่ผู้ใหญ่มาต่อว่า ณ ขณะที่เด็กเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์แล้ว เด็กจะรู้สึกสับสนว่าสิ่งที่ตนกระทำนั้นเป็นพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับหรือไม่ยอมรับกันแน่ และควรเลี่ยงการใช้คำเชิงนามธรรม อย่างเช่น “ทำไมทำตัวแบบนี้”, “ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลย”, “ดื้อขนาดนี้จะไม่รักแล้วนะ”, “ดื้อมากจะเอาไปปล่อย”, “หยุดเดี๋ยวนี้ไม่งั้นจะตีนะ”, “บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำ ๆ มันไม่ดี” คำพูดดังกล่าว อาจหยุดยั้งพฤติกรรมรุนแรงขณะนั้นของเด็กได้จริงในบางสถานการณ์ แต่เป็นการหยุด ที่เด็กหยุดเพราะรู้สึกตกใจหรือกลัว โดยจดจำว่าการแสดงออกทางอารมณ์ของตนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรแสดงออกมา เพื่อต้องการให้ได้รับการยอมรับจากบุคคลรอบตัว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การกดเก็บอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริง เด็กยังไม่เข้าใจ ว่า ดื้อคืออะไร ไม่ดีคือแบบไหน แต่เขาจะมองว่าตัวเขาคือความดื้อ ตัวเขาคือความไม่ดี ซึ่งนำพาไปสู่การมองตนเองในด้านลบ เห็นคุณค่าในตนเองน้อยลง อาจเกิดการต่อต้าน และมีวิธีจัดการปัญหา จัดการอารมณ์อย่างไม่เหมาะสมในอนาคตได้ต่อไป
5.เสนอทางเลือกในการรับมือกับอารมณ์
หลังจากที่เด็กได้ผ่อนคลายและสงบลงในพื้นที่ปลอดภัย ได้มีการรับรู้ถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นของตนเอง รวมถึงพฤติกรรมที่แสดงออกของตน ในขั้นต่อไป ผู้ใหญ่ควรชวนให้เด็กมองเห็นแนวทางการรับมือกับอารมณ์ด้วยวิธีอื่นแทนที่พฤติกรรมก้าวร้าว โดยเป็นการตั้งคำถามชวนให้เด็กช่วยเสนอไปด้วยกันกับผู้ใหญ่ หรือผู้ใหญ่อาจเสนอแนวทางช่วยก่อนแล้วให้เด็กลองทำตาม เช่น “หนูเสียใจที่เพื่อนไม่แบ่งของเล่น หนูเลยตีเพื่อน เพื่อนเจ็บ เพื่อนร้องไห้ งั้นเรามาลองไปขอเพื่อนเล่นด้วยกันอีกทีไหมคะ ทีนี้ เราลองนับหนึ่งถึงห้า แล้วบอกเพื่อนว่า ขอเล่นด้วยนะคะ” หลังจากนั้น ให้เด็กลองทำ แล้วรอดูผลลัพธ์ เด็กจะค่อย ๆ เกิดการเรียนรู้ว่า เขามีทางเลือกในการแสดงออกที่หลากหลาย และเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมในสถานการณ์อื่นต่อไป
6.เป็นแบบอย่าง
เด็กจะเกิดการเรียนรู้ถึงรูปแบบการแสดงออกผ่านการสังเกตผู้ใหญ่ใกล้ตัว ดังนั้น ในสถานการณ์ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ผู้ใหญ่สามารถเป็นแบบอย่างสำหรับเด็กได้ ทั้งการใช้ภาษาและการแสดงออกทางพฤติกรรม เช่น เวลาที่แม่โกรธลูก แม่หายใจเข้าออกช้า ๆ จนรู้สึกสงบ จึงบอกลูกว่าแม่กำลังโกรธนะ และโกรธเพราะอะไร แทนการโกรธแล้วตะคอกใส่ลูกหรือทำลายข้าวของ เป็นต้น
7.สอดแทรกวิธีจัดการอารมณ์ในสถานการณ์รอบตัว
ในสถานการณ์อื่น ๆ ที่เด็กรู้สึกดี รู้สึกสบายใจ ผู้ใหญ่สามารถสอนเกี่ยวกับอารมณ์และวิธีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมได้ โดยผ่านกระบวนการเล่น หรือการเล่านิทาน เช่น ใช้การเล่นบทบาทสมมติ จำลองสถานการณ์ของสัตว์ในนิทานตัวหนึ่ง ที่กำลังเสียใจที่เพื่อนไม่แบ่งของเล่น ชวนให้เด็กเสนอแนวคิดร่วมกันว่าสัตว์ตัวนี้ควรทำอย่างไรดี ซึ่งในครั้งแรก หากเด็กยังนึกไม่ออก ผู้ใหญ่สามารถช่วยเสนอวิธีได้ เช่น “งั้นเรามาชวนสัตว์ตัวนี้นับ 1-10 รอเพื่อนเล่นของเล่นเสร็จ และเราลองไปขอเล่นของเล่นกับเพื่อนกันดูนะ” หรือ “เราลองเล่นของอย่างอื่นแทนก่อนดีไหมนะ เมื่อเพื่อนเล่นเสร็จแล้ว เราค่อยไปเอามาเล่นต่อกันเนอะ”
ข้อควรระวัง
ข้อควรระวัง: ควรสังเกตรูปแบบของพฤติกรรมก้าวร้าวที่เด็กแสดงออก ว่ามักเกิดขึ้นในสถานการณ์ใด เช่น เด็กมักร้องไห้เสียงดังเมื่อไม่อยากนั่งรับประทานอาหาร พอผู้ใหญ่ปล่อยให้เล่นแล้วเดินตามป้อนแทน เด็กหยุดร้องไห้ และยิ้มร่าเริง ซึ่งรูปแบบพฤติกรรมเช่นนี้ จะยิ่งส่งผลให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่ตนแสดงออกนั้นเป็นที่ยอมรับ และเมื่อทำเช่นนั้น ตนก็จะได้รับในสิ่งที่ตนต้องการ ในทางตรงข้าม หากผู้ใหญ่แสดงออกด้วยท่าทีที่มั่นคงและจริงจัง ว่าตอนนี้สิ่งที่เรากำลังทำนั้นคือการรับประทานอาหาร โดยอาจชวนให้เด็กเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น เราจะทานอาหารกัน 5 คำ แล้วจะไปเล่นเครื่องบินตรงนั้นด้วยกันนะ โอเคไหมคะ หรืออาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจเด็กเข้ามาช่วย เช่น เปลี่ยนจานให้เป็นรูปแบบที่ตรงกับความชอบความสนใจของเด็ก หรืออาจมีวิธีการช่วยเหลือเด็ก เช่น วันนี้เราจะมาเล่นเกมป้อนอาหารกัน แม่ป้อนก่อน 1 คำ คำต่อไปหนูป้อนตัวเองนะ แล้วสลับมาเป็นแม่ป้อนหนู คำต่อไปหนูป้อนตัวเองนะ ใครป้อนเยอะกว่า คนนั้นชนะ เอาดาวไปเลย
ดังนั้น เทคนิคการรับมือพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กทั้ง 7 ข้อ ข้างต้นจึงมีความสำคัญเพื่อให้ผู้ใหญ่รอบตัวเด็กได้ใช้เวลาในการสังเกตพฤติกรรมและสถานการณ์รอบข้าง ให้เกิดความเข้าใจมุมมองของเด็ก และนำไปสู่วิธีการตอบสนอง เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพื้นที่แสดงออกถึงความต้องการในใจของตนเองอย่างเหมาะสม ไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น ทั้งยังเป็นส่งมอบการรับรู้คุณค่าในตนเองของเด็กได้ด้วย
ที่หนูก้าวร้าว ไม่ใช่เพราะว่าหนูไม่น่ารัก แต่เป็นเพราะหนูกำลังต้องการได้รับความรักต่างหาก ในวันที่กำลังเศร้า เสียใจ โกรธ กลัว ผิดหวัง ตื่นเต้น หรือรู้สึกใด ๆ ก็ตาม หนูจะยังมีคนที่อยู่เคียงข้าง เข้าใจ และรักในทุกความรู้สึกนั้นของหนูเสมอ
ติดตามบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจต่อได้เร็วๆนี้
บทความโดย
ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี (ฟิวส์)
นักจิตวิทยา
ภาพโดย
พัทธดนย์ เจริญผล
Web Master & Co-Founder