“เดี๋ยวสุข เดี๋ยวเศร้า มีอารมณ์แบบขึ้นสุดลงสุด ควบคุมตัวเองไม่ได้”
หากฟังเผินๆ นิสัยเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกับเราหรือแม้แต่คนใกล้ตัว และเราอาจคิดว่านั่นเป็นแค่ช่วงอารมณ์หงุดหงิด ฮอร์โมนตก อกหัก หรือวัยทอง แต่รู้ไหมว่าภาวะอารมณ์เหล่านี้ จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเรากำลังสุ่มเสี่ยงที่จะป่วยเป็น “โรคไบโพลาร์ ” โรคอารมณ์ที่พลุงพล่านและดำดิ่งต่างกันสุดขั้ว เหมือนท้องทะเลเงียบสงบแล้วจู่ๆ ก็เกิดคลื่นสึนามิที่ถาโถมไม่มีใครสามารถต้านทานได้เลยค่ะ
โรคไบโพลาร์ คืออะไร?
“ไบโพลาร์ (bipolar disorder)” หรือโรคอารมณ์แปรปรวน คือความผิดปกติทางจิตเวชที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความแปรปรวนทางอารมณ์ ระหว่างอารมณ์ขั้วตรงข้าม 2 ขั้ว ได้แก่ ขั้วแมเนีย (Mania Episode) และขั้วซึมเศร้า (Depression Episode) ซึ่งทั้งสองขั้วนี้จะเกิดขึ้นสลับไปมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้
ผู้ป่วยจะคงค้างอยู่ในอารมณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ขั้วอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่สามารถดึงอารมณ์ให้กลับมาสู่สภาวะปกติได้ จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน ครอบครัว และความสัมพันธ์กับสังคมรอบข้าง
สาเหตุของโรคไบโพลาร์
โรคไบโพลาร์ทุกประเภทมีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรม จากผลการวิจัยพบว่า ฝาแฝดแท้ที่เกิดจากพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์หรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า มีแนวโน้มป่วยเป็นโรคไบโพลาร์เหมือนกันถึงร้อยละ 50-70 และบุตรของผู้ป่วยมีโอกาสป่วยสูงถึงร้อยละ 15 โดยหากทั้งพ่อและแม่ป่วยทั้งคู่ บุตรมีโอกาสป่วยสูงขึ้นถึงสองเท่า
หลายครั้งที่พันธุกรรมอาจไม่แสดงออกหากไม่ถูกการกระตุ้น ดังนั้นปัจจัยเรื่องสภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคได้ ตัวกระตุ้นที่พบได้บ่อยคือ ยาเสพติด ยาลดความอ้วน โรคติดเชื้อ รวมทั้งเหตุการณ์ร้ายแรงในชีวิต
ดังนั้นไบโพลาร์สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง หรือหลากหลายสาเหตุรวมกัน
อาการอารมณ์ 2 ขั้วในไบโพลาร์
- ขั้วแมเนีย หรือ ภาวะอารมณ์ตื่นตัวผิดปกติ (Mania)
เมื่ออยู่ในภาวะแมเนีย ผู้ป่วยจะแสดงอาการไฮเปอร์ทั้งความคิด การพูด และการกระทำ แบ่งได้เป็นอาการดังนี้
-
- คิดเร็ว คิดสารพัด : มีแผนการที่จะทำสิ่งต่างๆ มากมายหลายสิ่ง เปลี่ยนแปลงความคิดรวดเร็วในเวลาสั้น ๆ บางครั้งความคิดไม่ปะติดปะต่อ แตกต่างจากบุคลิกนิสัยดั้งเดิมของตนเอง
- พูดเร็ว พูดมาก : เปลี่ยนหัวข้อไว เปลี่ยนเรื่องบ่อยจนผู้ฟังไม่เข้าใจ มีเรื่องต้องการพูดเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด
- ทำเร็ว ทำเยอะ : พูดปุ๊บทำปั๊บ เช่น กล้าเสี่ยงลงทุนธุรกิจ ซื้อหุ้นก้อนใหญ่ จับจ่ายใช้สอยฟุ่มเฟือย เลือกทำหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน ในผู้ป่วยเพศหญิงอาจแต่งตัวจัดเต็ม แต่งหน้าสีสันฉูดฉาด ดูไม่เข้ากัน มีกิริยาอาการเล่นใหญ่ ดูขัดแย้ง ไม่เหมาะสม
- ขั้วซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้า (Depression)
จะมีอาการที่เด่นชัด ทั้งในลักษณะของอาการซึมเศร้า มีอารมณ์เศร้าทั้งในระดับปกติและระดับรุนแรงที่พบได้ในคนทั่วไป และลักษณะของโรคซึมเศร้า (Major Depression) ที่อาจส่งผลต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันและการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น โดยจะพบอาการรุนแรงอย่างน้อย 5 อาการจาก 9 อาการต่อไปนี้ ต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์
-
- เบื่อ ไม่สนใจอยากทำอะไรเลย
- ไม่มีความสุข ไม่สบายใจ ซึมเศร้า ท้อแท้
- หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ หรือหลับมากเกินไป
- เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง
- น้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือลดลง จากการกินที่มากหรือน้อยไป
- รู้สึกผิด รู้สึกตัวเองไร้ค่า
- ไม่มีสมาธิ การตัดสินใจเป็นเรื่องยาก
- พูดช้า ทำอะไรช้าลง หรือกระสับกระส่าย อยู่ไม่นิ่ง
- มีความคิดทำร้ายตัวเอง
โดยในแต่ละขั้วอารมณ์จะมีห้วงเวลาของการแสดงอาการที่ค่อนข้างชัดเจน วงรอบการเกิดจะสลับกันไประหว่างขั้วแมเนียกับขั้วซึมเศร้าไม่แน่นอน อาจคงอยู่นานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนหรือเป็นปี แต่ละระยะกินเวลายาวนานไม่แน่นอน
ประเภทของโรคไบโพลาร์
- โรคไบโพลาร์-วัน (Bipolar I) : มีลักษณะของอารมณ์ 2 ขั้ว สลับกันไปมา อาจจะเป็นหนึ่งต่อหนึ่ง หนึ่งต่อสอง หรือไร้รูปแบบ เช่น มีอาการของขั้วซึมเศร้าหลายรอบ ก่อนที่จะสลับมาเป็นขั้วแมเนียหนึ่งรอบ ก็สามารถเกิดขึ้นได้
- โรคไบโพลาร์-ทู (Bipolar II) : มีลักษณะของอารมณ์ขั้วซึมเศร้า สลับกับระยะไฮโปแมเนีย (Hypomania) ซึ่งจะเป็นระยะที่มีอาการคล้ายแมเนียแต่ไม่รุนแรงเท่า โดยผู้ป่วยจะมีอาการเกิดขึ้นสลับกันไปมา แต่ละช่วงจะคงอยู่แค่ไม่กี่ชั่วโมง หรือไม่กี่วัน จึงกลับมาอารมณ์ปกติ จึงทำให้ชีวิตขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกำลังเล่นรถไฟเหาะ
- โรคไซโคลไทมิก (Cyclothymic) : มีลักษณะของอารมณ์ 2 ขั้ว สลับกันเป็นระยะเหมือนไบโพลาร์-วัน แต่ทั้ง 2 ขั้ว ไม่มีขั้วไหนที่มีอาการแสดงเต็มรูปแบบเลย
โดยนอกจาก 3 โรคหลักนี้ ก็ยังมีไบโพลาร์ประเภทอื่น ๆ ที่ไม่สามารถระบุรูปแบบชัดเจนได้ ซึ่งเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ
ถ้าเป็นไบโพลาร์ รักษาได้อย่างไร?
โรคไบโพลาร์หายขาดได้ หากผู้ป่วยยอมเข้ารับการรักษา อาการจะดีขึ้นภายใน 14 วัน โดยจะต้องเข้าพบจิตแพทย์ เพื่อรับยาปรับอารมณ์ (Mood Stabilizer) ในขนาดที่ถูกต้องร่วมกับยาประเภทอื่น และกินยาให้ครบตามที่จิตแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ภายใน 3 เดือนหรือนานกว่านั้น อาการจะเริ่มดีขึ้นจนเกือบเป็นปกติ ไม่ควรหยุดยาเอง และต้องกินยาต่อเนื่องอีก 2-5 ปี หรือตามการวินิจฉัยของจิตแพทย์ โดยยาจะมีประสิทธิภาพดีที่สุดเมื่อกินทุกวัน ในระยะเวลาที่กำหนด
การดูแลตนเองเมื่อป่วย คนใกล้ตัวดูแลได้อย่างไร?
- ผู้ป่วยหมั่นสังเกตอาการ ให้ความสนใจกับอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองเป็นระยะๆ เช่น ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้วอารมณ์ซึมเศร้า มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือกำลังพลุ่งพล่านจะตัดสินใจเรื่องเสี่ยง ๆ ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์
- ญาติหรือคนใกล้ตัวเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสังเกต สะท้อนและประเมินอาการของผู้ป่วยได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
- ควรหลีกเลี่ยงสารเสพติดและแอลกอฮอล์ ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นอาการของโรค และทำให้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
- หมั่นออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อผ่อนคลายและลดความเครียด
- ทานยาให้ครบตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่หยุดยา หรือลดยาเอง
แม้ไบโพลาร์จะเป็นโรคทางจิตเวชที่มีความซับซ้อนสุดขั้ว แต่การที่ผู้ป่วยยอมรับ เข้าใจตนเอง และมีวินัยในการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ใส่ใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ จะยิ่งช่วยให้หายจากโรคเร็วขึ้น สามารถบริหารจัดการอารมณ์ได้ดี และกลับมามีชีวิตที่ปกติสุขอีกครั้งได้อย่างแน่นอนค่ะ
อ้างอิง
- ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, โรคไบโพลาร์, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: สายธุรกิจโรงพิมพ์ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2562)
บทความโดย
พรไพลิน จิระอดุลย์วงค์ (เบลล์)
นักจิตวิทยา
ภาพโดย
พัทธดนย์ เจริญผล
Web Master & Co-Founder